เชื่อหรือไม่? 'ความเหลื่อมล้ำ' ระหว่าง เมือง-ชนบท เป็นเหตุแห่งความตายทางถนน

ที่มาภาพ: Dan Keck | Best for USA Trump


จากรายงานของ WHO เรื่องความปลอดภัยทางถนน ปี 2018 ที่ไทยไม่ปลอดภัยอันดับ 9 ของโลก แม้จะดีขึ้นจากอันดับ 2 ของโลกจากรายงานเมื่อสามปีก่อน แต่การเสียชีวิตต่อประชากร 100,000 คนในไทยอยู่ที่ 32.7 ซึ่งในอาเซียนนับว่านำห่างเวียดนามซึ่งตามมาเป็นอันดับ 2 ที่ 26.7 โดยในรายงานเมื่อสามปีก่อนที่คนไทยตายมากอันดับสองของโลกที่อัตรา 36.2 รองจากลิเบีย ทว่ารายงานล่าสุดลิเบียมีอัตราลดลงมาอยู่ที่ 26.1 [1]  

หากจะจำแนกการเสียชีวิตทางถนนออกเป็นในเมืองกับชนบท จากการสืบค้น ไม่ปรากฏข้อมูลการจำแนกดังกล่าวของทั้งปีในไทย (ยกเว้นช่วง 7 วันอันตราย) ซึ่ง ณ ปี 2017 ประชากร 49% ในไทยอาศัยอยู่ในพื้นที่เมือง โดยหากดูข้อมูลการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนของกลุ่มประเทศความร่วมมือเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ (OECD) ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่ประชากรส่วนใหญ่ย้ายจากชนบทเข้าไปอยู่ในเมือง กระนั้นก็พบว่า จาก 35 ประเทศที่มีข้อมูลจำแนกถนนในเมืองกับนอกเมือง (จากทั้งหมด 36 ประเทศ) มีถึง 28 ประเทศที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตที่ 'ถนนนอกเมืองมากกว่าในเมือง [2]


(หากจะบอกว่าถนนในเมืองของไทยตายเยอะกว่านอกเมือง จากที่เมืองไทยตายทางถนนปีละไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นราย ก็คงเป็นประเด็นใหญ่ .. เหมือนขี่มอ'ไซค์บนทางเท้า)
ยังมีการศึกษาของสหรัฐอเมริกา โดยแบ่งเป็น 50 มลรัฐ + วอชิงตันดี.ซี. เมื่อย้อนกลับไปในปี 2010 มลรัฐที่เลือกมิตต์ รอมนี (Mitt Romney) ตัวแทนของพรรครีพับลิกันในการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯในปี 2008 แล้วปราชัยให้กับบารัค โอบามา ซึ่งกลุ่มมลรัฐที่เลือกตัวแทนจากรีพับลิกันกินสัดส่วนการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีความสัมพันธ์กับลักษณะพื้นที่ที่ส่วนใหญ่เป็น 'ชนบท' มากกว่ากลุ่มมลรัฐที่เลือกเดโมแครตซึ่งพื้นที่เป็น 'เมือง' มากกว่า และตายทางถนนน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ



ผู้คนมักจะขับขี่เร็วกว่าบนถนนชานเมือง ไม่เหมือนในตัวเมืองซึ่งมีสัญญาณไฟหรือป้ายหยุดมากกว่า และยังมีขนส่งสาธารณะมากกว่า แถมยังเอื้อต่อการเดินเท้ามากกว่า

โดยมีกรุงวอชิงตันดี.ซี. ที่อัตราการเสียชีวิตต่อประชากร 1 แสนคน ต่ำที่สุด ซึ่งเป็นเมืองเดียวที่พื้นที่ทั้งหมดเป็น 'เมือง' (จากการเปรียบเทียบทั้งหมด 50 มลรัฐ + วอชิงตันดี.ซี.) โดย William Lucy ศาสตราจารย์ด้านผังเมืองและสิ่งแวดล้อมมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย ระบุไว้ว่า ผู้คนมักจะขับขี่เร็วกว่าบนถนนชานเมือง ไม่เหมือนในตัวเมืองซึ่งมีสัญญาณไฟหรือป้ายหยุดมากกว่า และยังมีขนส่งสาธารณะมากกว่า แถมยังเอื้อต่อการเดินเท้ามากกว่า [3]

โดยมี 5 มลรัฐที่เสียชีวิตทางถนนน้อยที่สุด ได้แก่ วอชิงตันดี.ซี. แมสซาชูเซ็ตส์ นิวยอร์ก โรดไอแลนด์ นิวเจอร์ซีย์ เมื่อข้ามมาดูข้อมูลของปี 2015 ก็ยังคงเป็นกลุ่มมลรัฐเหล่านี้ที่ตายทางถนนน้อยที่สุด ส่วนมลรัฐที่ตายทางถนนมากที่สุดปี 2010 มีความน่าสนใจคือ มีสามมลรัฐที่เกือบจะประวัติศาสตร์ซ้ำรอยในปี 2015 ได้แก่ ไวโอมิง มิสซิสซิปปี มอนทานา [3] [4]

แล้วเมื่อเลือกเอาเฉพาะปี 2015 แล้วดูข้อมูลการเลือกตั้งสหรัฐฯปี 2016 ระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน ปะทะ ฮิลลารี คลินตัน จากเดโมแครต พบว่า 14 มลรัฐแรกที่มีอัตราการตายบนท้องถนนต่อประชากร 1 แสนคน สูงที่สุด เลือกทรัมป์ ส่วน 12 มลรัฐที่ตายน้อยที่สุดเลือกฮิลลารี [5]



หากปราศจากระบบขนส่งสาธารณะที่ดีจริง ก็เป็นเรื่องยากมากที่จะลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ

ยังมีการศึกษาความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสทางเศรษฐกิจ จากความสะดวกในการเดินทาง โรซาเบธ มอสส์ แคนเทอร์ (Rosabeth Moss Kanter) ศาสตราจารย์ด้านบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา ชี้ว่า ความสะดวกในการเดินทางสามารถจำกัดหรือเพิ่มพูนการเข้าถึงโอกาสต่าง ๆ ในชีวิตของผู้คน หากปราศจากระบบขนส่งสาธารณะที่ดีจริง ก็เป็นเรื่องยากมากที่จะลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ แคนเทอร์ระบุ

และมีการวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในปี 2015 ซึ่งพบว่า การยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจสัมพันธ์กับความสะดวกในการเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง และยังมีการวิจัยของมหาวิทยาลัยนิวยอร์กในปี 2014 ซึ่งพบว่าในมหานครนิวยอร์กนั้น พื้นที่ที่เข้าถึงขนส่งสาธารณะได้ยาก มีอัตราการว่างงานสูงกว่าพื้นที่ที่เข้าถึงได้ง่าย [6]


อ้างอิง
[3] Streets Blog USA - Why Traffic Deaths Are More Common in Red States Than in Blue States (สีแดง=รีพับลิกัน, น้ำเงิน=เดโมแครต) 


โดย ฐานันดร ชมภูศรี