การขาดแคลนขนส่งสาธารณะกับผู้สูงวัย ในชนบทหรือพื้นที่ห่างไกล กรณีต่างประเทศ

ที่มาภาพ: Nicolas Alejandro | driver


จากเอกสารของสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของผู้สูงอายุซึ่งเผยแพร่เมื่อปี 2015 ชี้ว่า ผู้สูงอายุที่ไม่สามารถขับรถด้วยตนเองได้แล้วหรือไม่มีรถขับนั้น การขาดแคลนระบบขนส่งสาธารณะโดยเฉพาะใน ‘ชนบทหรือพื้นที่ห่างไกล’ นับเป็นความท้าทายยิ่ง รวมถึงศักยภาพที่จะไปยังจุดขึ้นรถสาธารณะ  OHCHR ชี้ว่ารัฐควรสร้างหลักประกันว่าผู้สูงอายุจะสามารถเดินทางได้สะดวก ทั้งในเมือง ชนบท และพื้นที่ห่างไกล ซึ่งหมายความรวมถึงการลดราคาหรือให้บริการฟรี [1]

ในงานศึกษาเรื่อง Transport, social exclusion and health (2015) ที่เผยแพร่ใน Journal of Transport and Health (ศึกษาตัวอย่างใน สหราชอาณาจักร) ความหมายของ social exclusion ในงานชิ้นนี้คือ การที่บุคคลหรือกลุ่มคนไม่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมหรือเข้าถึงสินค้าและบริการต่าง ๆ หรือการมีโอกาสใด ๆ ที่คนอื่นสามารถเข้าถึงในฐานะปัจจัยพื้นฐานในการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ตัวอย่างกลุ่มคนที่ไม่สามารถเข้าถึงสิ่งต่าง ๆ ข้างต้น เช่น คนยากจนซึ่งไม่มีเงินพอที่จะเข้าถึงบริการบางอย่าง คนพิการหรือคนชราที่มีข้อจำกัดของร่างกาย และคนกลุ่มน้อย (minorities) ที่มีข้อจำกัดทางภาษา และ/หรือความท้าทายทางวัฒนธรรม

งานศึกษาชี้ว่าคนกลุ่มดังกล่าวมีแนวโน้มเคยใช้เวลาในระบบการศึกษาน้อยกว่า มีแนวโน้มเป็นคนว่างงานมากกว่า และส่วนใหญ่มีสุขภาพแย่กว่า นอกจากนี้ยังพบว่าผู้สูงอายุมีแนวโน้มเลิกขับรถมากกว่าคนวัยอื่น มีข้อจำกัดในการเดินเท้ามากกว่า และความลำบากในการขึ้น-ลงบันได เป็นผลให้ขนส่งสาธารณะหลายแบบเป็นเรื่องท้าทายต่อผู้สูงอายุ

งานศึกษานี้กล่าวถึงงานวิจัยในปี 2009 ที่พบว่าการขาดแคลนบริการการเดินทาง ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสิ่งพื้นฐานในการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมดังความหมายของ social exclusion ข้างต้น ทำให้เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยวได้และต้องคอยพึ่งพาผู้อื่นในการไปไหนมาไหน ยังมีการกล่าวถึงงานวิจัยในปี 2010 ที่ศึกษาผลของการเลิกขับรถของผู้สูงอายุ โดยศึกษาผู้สูงวัยที่ยังขับรถอยู่ในขณะนั้น 26 คน อายุระหว่าง 68 - 90 ปี เปรียบเทียบกับผู้สูงวัยที่เคยขับรถแต่เลิกขับแล้ว 31 คน อายุระหว่าง 65 - 92 ปี

พบว่าผู้สูงวัยที่ต้องเลิกขับรถจากที่เคยขับมาก่อน ส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึก เช่น เกิดความกังวลเรื่องการออกไปซื้อของหรือไปพบแพทย์ โดยพบความซึมเศร้าและหงุดหงิดในกลุ่มผู้สูงวัยที่ต้องเลิกขับรถ ไม่ว่าจะเป็นเพราะคนรอบข้างบอกให้เลิกหรือถูกบังคับให้เลิกเพราะขับรถไปประสบอุบัติเหตุ ส่วนงานวิจัยในปี 2007 พบว่าการได้ออกไปไหนมาไหนโดยตัวเองว่าสำคัญแล้ว บางครั้งมันสำคัญกว่าจุดหมายปลายทางว่าไปไหนด้วย [2]

ในงานศึกษา The Health Impact of Rural Transport Deprivation and Social Exclusion in the Older Population: A Systematic Literature Review (2018) เป็นการศึกษางานวิจัยที่ผ่านมา 32 ฉบับเกี่ยวกับความสะดวกในการเดินทางของผู้สูงวัยที่อายุ 60 ปีขึ้นไปในชนบท เพื่อดูว่าเกี่ยวข้องกับสุขภาพหรือไม่อย่างไร พบว่า จำนวนครั้งที่ผู้สูงอายุเดินทางนั้นน้อยกว่าวัยอื่นและระยะทางก็สั้นกว่า

โดยในชนบทที่ไม่มีขนส่งสาธารณะสำหรับผู้สูงวัยที่ไม่มีรถยนต์ พวกเขาจะใช้วิธีติดรถคนอื่นไปหรือไม่ก็พึ่งพาคนรู้จักเพื่อเข้าถึงบริการต่าง ๆ เช่น ไปพบแพทย์และไปซื้อของ แต่การขาดแคลนระบบขนส่งสาธารณะในชนบทก็ยังไปจำกัดอิสรภาพที่จะไปไหนมาไหนของผู้สูงวัย เช่น ไปพบปะเพื่อนฝูง หรือไปพบญาติพี่น้อง งานศึกษานี้พบว่ามีความสัมพันธ์ในเรื่องนี้กับสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิตที่ไม่ค่อยดีนัก โดยเฉพาะผู้สูงวัยที่อาศัยอยู่คนเดียว [3] 

ทั้งนี้ ข้อมูลจากการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2557 พบว่าพื้นที่ ‘นอกเขตเทศบาล’ เฉลี่ยแล้วผู้สูงอายุทุก ๆ 100 คนจะมี 8 คนอาศัยอยู่คนเดียว โดยสัดส่วนของทั้งประเทศอยู่ที่ 9 ใน 100 คน ซึ่งค่อย ๆ เพิ่มขึ้นที่จากเดิมในปี พ.ศ. 2545 มี 6 ใน 100 คน [4] 





นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาข้อมูลของประเทศในยุโรป 27 ประเทศดังภาพ ค่าเฉลี่ยเกือบ 50% ของผู้สูงอายุวัย 55 ปีขึ้นไปเดินทางด้วยรถยนต์ แม้แต่ประเทศที่พัฒนาด้านสังคมมาก ๆ อย่างฟินแลนด์ เดนมาร์ก สวีเดน ฝรั่งเศส เยอรมนี สหราชอาณาจักร เกินกว่า 50% ของผู้สูงอายุ เดินทางด้วยรถยนต์ โดยนับทั้งการขับเองและนั่งไปด้วย เหตุผลหลัก คือ การขาดระบบขนส่งมวลชน และการพึ่งพารถยนต์ยังยืดหยุ่นและเป็นอิสระกว่า [5]


โดย ฐานันดร ชมภูศรี