เมืองเดินได้: โอกาสเศรษฐกิจ-ผู้คนอายุยืน!



นายพรสรร วิเชียรประดิษฐ์ รองผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC) ชี้ว่าปัญหาด้านการคมนาคมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร สามารถบรรเทาลงได้ด้วยการให้ความสำคัญต่อระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น และเปลี่ยนจากระบบล้อสู่ระบบราง ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้คนเมืองมีกิจกรรมการเดินมากกว่าเดิมประมาณ 2 เท่า นายพรสรรยังชี้อีกว่า การส่งเสริมพฤติกรรมการเดินในเมืองและลดการใช้รถยนต์ สามารถสร้างประโยชน์ได้หลายทาง เช่น ลดความเสี่ยงโรคอ้วนได้ 10% เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจของเมืองและร้านค้าขนาดเล็ก เปิดโอกาสให้เกิดพื้นที่สร้างสรรค์

นอกจากนี้ยังช่วยลดปัญหาฝุ่นละอองในเมืองที่ส่วนใหญ่มาจากภาคการขนส่ง ซึ่งเป็นภัยเงียบที่ทุกคนต้องหายใจรับมลพิษเข้าไปทุกวัน ทั้งนี้กทม.กำลังเปลี่ยนจากระบบล้อสู่ระบบราง ซึ่งรถไฟฟ้าที่กำลังเพิ่มทั้ง 12 สาย จะเป็นตัวแปรสำคัญให้คนเดินมากขึ้น นายพรสรรยังได้กล่าวไว้ว่า จากการสำรวจระยะทางการเดิน พบว่าคนกรุงเทพฯมีความพร้อมที่จะเดินประมาณ 10 นาที หรือราว 800 เมตร ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่ต่างจากประเทศญี่ปุ่น หรือสหรัฐอเมริกา และมากกว่าฮ่องกง

อย่างไรก็ดี โครงการ ‘ความเหลื่อมล้ำทางกิจกรรมด้านร่างกาย’ (Activity Inequality Project) ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ระบุว่าเฉลี่ยแล้ว คนฮ่องกงเดินเยอะที่สุดในโลก โดยได้เผยแพร่ผลการวิจัยที่เก็บข้อมูลจากสมาร์ทโฟนของผู้ใช้ 717,527 คน จาก 111 ประเทศและเขตการปกครอง พบว่าผู้คนในเขตปกครองพิเศษ ‘ฮ่องกง’ เฉลี่ยแล้ว เดิน’ เยอะเป็นอันดับ 1 ของโลก อยู่ที่ 6,880 ก้าว ต่อคน ต่อ 1 วัน (อันดับ 2-5 ได้แก่ จีน 6,189 , ยูเครน 6,107 , ญี่ปุ่น 6,010 , รัสเซีย5,969 อันดับสุดท้าย คือ อินโดนีเซีย 3,513)

รายงานนี้ยังดูความเหลื่อมล้ำของจำนวนย่างก้าวที่มากที่สุดเปรียบเทียบกับน้อยที่สุดในแต่ละประเทศอีกด้วย ซึ่งพบว่าความเหลื่อมล้ำนี้เป็นตัวชี้วัดสำหรับคาดการณ์เรื่อง ‘ความอ้วน’ ได้ดีกว่าตัวชี้วัดที่ผ่านมาซึ่งใช้เพียงค่าเฉลี่ยของจำนวนก้าวเดินของข้อมูลทั้งหมดที่รวบรวมมา Scott Delp นักชีววิทยาวิศวกรรมหนึ่งในคณะผู้วิจัยอธิบายว่า ความเหลื่อมล้ำระหว่างกลุ่มคนที่เดินเยอะที่สุดกับกลุ่มที่เดินน้อยที่สุด หากยิ่งห่างกัน ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้สังคมนั้น ๆ มีอัตราคนอ้วนมากขึ้น ซึ่งฮ่องกงมีความเหลื่อมล้ำด้านนี้ต่ำที่สุดจากทุกประเทศและเขตการปกครองที่อยู่ในงานวิจัยชิ้นนี้ โดยฮ่องกงก็มีอัตราคนอ้วน ‘น้อย’ ที่สุดเป็นอันดับ 3 รองจากจีนและญี่ปุ่น และเมื่อดู 5 ประเทศที่มากและน้อยที่สุดเปรียบเทียบกัน พบว่าประเทศที่เหลื่อมล้ำด้านนี้มากที่สุด 5ประเทศ มีสัดส่วนคนอ้วน ‘มากกว่า’ กลุ่มประเทศที่เหลื่อมล้ำน้อยสุด ถึง 196%

การศึกษาชิ้นนี้ยังพบอีกด้วยว่า ยิ่งเมืองนั้น ๆ เป็นมิตรต่อการเดิน (walkability) มากเท่าไหร่ จะลดความเหลื่อมล้ำด้านการเดินระหว่างชาย-หญิง และความเหลื่อมล้ำด้านการเดินโดยรวมด้วย ซึ่งคณะผู้วิจัยหวังว่าการค้นพบนี้จะถูกนำไปประยุกต์ใช้กับนโยบายด้านสุขภาพทั่วโลก และการวางผังเมืองที่เป็นมิตรต่อการเดินเท้ามากขึ้นด้วย Jennifer Hicks วิศวกรด้านข้อมูลหนึ่งในคณะผู้วิจัยอธิบายว่า ในเมืองที่เป็นมิตรต่อการเดินเท้า ผู้คนมีแนวโน้มจะเดินมากกว่า (เมืองที่ไม่ค่อยเป็นมิตร) ไม่ว่าชายหรือหญิง หนุ่มหรือแก่ อ้วนหรือหุ่นดี

รัฐบาลญี่ปุ่นเผย ‘คนฮ่องกง’ อายุยืนอันดับ 1 ของโลกกระทรวงสุขภาพ แรงงาน และสวัสดิการ (Health, Labor and Welfare Ministry) ของญี่ปุ่น ได้เผยแพร่ข้อมูลของปี 2016 เกี่ยวกับความอายุยืนยาว (life expectancy) ระบุว่า ‘ชาวฮ่องกง’ อายุยืนอันดับ 1 ของโลก ด้วยค่าเฉลี่ย 81.32 ปีสำหรับผู้ชาย และ 87.34 ปีสำหรับผู้หญิง (ส่วนผู้ชายญี่ปุ่นขยับขึ้นจากอันดับ 4 ในปี 2015 มาเป็นอันดับ 2 และผู้หญิงยังคงที่ที่อันดับ 2, *ข้อมูลสำหรับปี 2015-16 ที่ปรากฏว่า ‘ญี่ปุ่น’ คืออันดับ 1 เป็นข้อมูลที่ไม่ได้แยกฮ่องกงออกจากจีนแผ่นดินใหญ่)


อ้างอิง