วิจัยสหรัฐฯ ชี้ ‘จับกุมคนเมาแล้วขับ’ ไม่ช่วยลดจำนวนคนเมาแล้วขับ


ที่มาภาพ: Duke Libraries - Duke University


การวิจัยในสหรัฐอเมริกา ที่รวบรวมข้อมูลการตรวจวัดแอลกอฮอล์ ในผู้ขับขี่อายุ 18 ปีขึ้นไป ตอนกลางคืน เฉพาะช่วงสุดสัปดาห์ โดยนับประชากร 10,000 คน เป็น 1 พื้นที่ เก็บข้อมูลทั้งหมด 30 พื้นที่ สรุปออกมาว่าใน 1 ปี บรรดาความเข้มข้นของการบังคับใช้กฎหมายต่าง ๆ 6 รูปแบบ ได้แก่


1.จำนวน ‘การตั้งด่านตรวจสิ่งผิดกฎหมาย’

2.จำนวน ‘การจับกุมคนเมาแล้วขับ’
3.จำนวน ‘ด่านตรวจจับคนเมาแล้วขับ’ บริเวณใกล้เคียงสถานบันเทิง งานรื่นเริง การแข่งขันกีฬา
4.จำนวน ‘การลงโทษด้วยกฎหมายจราจรอื่น ๆ และการตักเตือน’
5.จำนวนของ ตำรวจ, ตำรวจทางหลวง, และเจ้าหน้าที่เขตด้านความสงบเรียบร้อย ต่อ 1 พื้นที่ และ
6.จำนวน ‘การตั้งด่านตรวจวัดแอลกอฮอล์’

ผลที่ปรากฏคือ นอกเหนือจาก ด่านตรวจสิ่งผิดกฎหมาย ก็ไม่พบนัยสำคัญทางสถิติของ มาตรการที่เหลือ ว่าช่วยลดจำนวนคนเมาแล้วขับได้แต่อย่างใด


ในส่วนของ 'การจับกุมคนเมาแล้วขับ' ทดสอบประสิทธิภาพของมาตรการนี้โดยแบ่งจำนวน มาก-น้อย ของการจับกุมต่อ 1 พื้นที่ เป็นความมากน้อย 4 ระดับ(กลุ่ม) ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบกลุ่มพื้นที่ที่มีการจับกุมมากที่สุด กับกลุ่มพื้นที่ที่มีการจับกุมน้อยที่สุด โดยเมื่อพิจารณาร่วมกับกฎหมายไทย ที่ความผิดคือเมื่อพบปริมาณแอลกอฮอล์จากการเป่าลมหายใจ 251 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ขึ้นไป (แอลกอฮอล์ในเลือด [BAC] 0.051 ขึ้นไป) จากที่งานวิจัยนี้เปรียบเทียบข้อมูลดังกล่าว พบว่า ไม่มีความแตกต่างที่มีนัยสำคัญของจำนวนผู้มีแอลกอฮอล์ในเลือดขณะขับขี่ ระหว่างกลุ่มพื้นที่ที่มีการจับกุมมากที่สุด กับกลุ่มพื้นที่ที่จับกุมน้อยที่สุด (… but were not significantly different in odds of BAC≥.05 or BAC positive driving.)


ข้อค้นพบที่สำคัญคือ ‘จำนวนการตั้งด่านตรวจสิ่งผิดกฎหมาย’ (นับเฉพาะช่วงสุดสัปดาห์) จะให้ผลลัพธ์ที่มีนัยสำคัญทางสถิติมากที่สุด กล่าวคือ ในพื้นที่ที่ตั้ง ‘ด่านตรวจสิ่งผิดกฎหมาย’ น้อยกว่า 228 ครั้ง ต่อปี มีโอกาสพบจำนวนผู้ขับขี่ที่มีแอลกอฮอล์ในเลือดสูงกว่าระดับที่กฎหมายกำหนด ‘มากกว่า’ พื้นที่ที่ตั้งด่าน 1,275 ครั้งขึ้นไป ต่อปี ที่ 3.9 เท่า


จากผลลัพธ์นี้ งานวิจัยตั้งสมมติฐานไว้ว่าเป็นเพราะผู้คน ‘รับรู้’ ว่า ‘มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น’ [อ้างอิง: US National Library of Medicine, Relationship of Impaired Driving Enforcement Intensity to Drinking and Driving on the Roads] โดยมีรายงานขององค์การบริหารความปลอดภัยจราจรทางหลวงสหรัฐอเมริกา (NHTSA) ที่กล่าวถึงข้อมูล 42 ชุด แล้วสรุปออกมาว่า


การลดจำนวนคนเมาแล้วขับอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องทำให้เกิดการรับรู้อย่างกว้างขวางและต่อเนื่องว่า ‘บ้านเมืองมีขื่อมีแป’ (High-Visibility Enforcement) ซึ่งจะขาดการประชาสัมพันธ์ไปไม่ได้ ทว่าการสามารถกินพื้นที่ในสื่อมวลชน (เช่น ปีใหม่ สงกรานต์) ไม่สามารถทำได้ตลอดเวลา


แต่กระนั้นก็มี 6 กรณีศึกษาที่ชี้ให้เห็นถึงแนวทางเพื่อทดแทนสื่อมวลชนว่า ควรมีสัญลักษณ์การบังคับใช้กฎหมายเมาแล้วขับ ติดที่รถสายตรวจ, ควรมีป้ายกฎหมายเมาแล้วขับขนาดใหญ่ให้เห็นใกล้พื้นที่ปฏิบัติการณ์ เช่น ก่อนจะถึงด่านตรวจทุกประเภท และสถานที่ที่ตำรวจต้องไปดูแล (สถานบันเทิง การแข่งขันกีฬา งานรื่นเริง การประท้วง เป็นต้น) และ เสื้อกั๊กสีสะท้อนแสงของตำรวจ ควรมีสัญลักษณ์กฎหมายเมาแล้วขับ 
[อ้างอิง: NHTSA, Increasing impaired-driving enforcement visibility: Six case studies (PDF)] 


ผลงานชิ้นนี้ได้รับการสนับสนุนจาก ‘โครงการพัฒนาศักยภาพสื่อมวลชน: ความปลอดภัยทางถนน รุ่นที่ 3 More Untold Stories: Road Safety Journalism Fellowship 2018’ โดยองค์กร Internews และองค์การอนามัยโลก (WHO) เผยแพร่ครั้งแรกที่ ศูนย์ข้อมูล & ข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง Thai Civil Rights and Investigative Journalism (TCIJ)


โดย ฐานันดร ชมภูศรี