ทำไม 'ทั่วประเทศ' ควรมีกฎหมายความเร็วในเมือง ไม่เกิน 50 กม./ชม. และบังคับใช้อย่างเข้มข้น


ตุลาคม 2559 ประเทศไทยได้ข้อสรุปจากการระดมความเห็นเรื่องการปรับปรุงกฎหมายความเร็วและการบังคับใช้ใน 'เขตเมืองและเขตชุมชน' จากเดิม 80 กม./ชม. ให้เหลือ 50 กม./ชม. [1] ซึ่งเมื่อบังคับใช้แล้วมีตัวอย่างที่ได้ผล เช่น มหาสารคาม สามารถลดความเร็วเขตเมืองเหลือไม่เกิน 40 กม./ชม. โดยติดตั้งป้ายเตือน ตั้งด่าน ซึ่งอุบัติเหตุลดลงไป 30% [2]

แต่เวลาผ่านไป 1 ปี 10 เดือน (ข้อมูล ณ วันที่ 22 ก.ย. 2561) พบว่ายังมีเพียงบางเส้นทางของ 35 จังหวัด + 8 เส้นทางของกรุงเทพฯ ที่ประกาศใช้กฎหมายขับขี่ในเขตเมือง ไม่เกิน 60 กม./ชม.ไม่เกิน 50 กม./ชม. หรือ ไม่เกิน 40 กม./ชม. 

โดยมีกฎหมายที่ให้รถทุกประเภทใช้ความเร็วไม่เกิน 40 กม./ชม. ใน 21 เส้นทาง ของ 3 จังหวัด (ไม่นับหน้าโรงเรียน โรงพยาบาล ชุมชน ที่กำหนดให้ไม่เกิน 30 กม./ชม.) ได้แก่ 1.นครพนม 1 เส้นทาง  2.มหาสารคาม 1 เส้นทาง และ 3.ตราด 19 เส้นทาง 
ทั้งนี้จังหวัดสงขลามีเส้นทางที่ห้ามขับขี่เกินอัตราความเร็วที่กำหนดขึ้นใหม่ 13 เส้นทาง 

รวมจังหวัดที่มีการประกาศใช้กฎหมายควบคุมความเร็วในเมืองให้ไม่เกิน 60, 50, 40 กม./ชม. รวมทั้งประเทศ 123 เส้นทาง ซึ่งเมื่อตัดกรุงเทพฯและจังหวัดตราดและสงขลา ออกไป จะเหลือจังหวัดละ 2.5 เส้นทาง [3 ดูรายละเอียดการอ้างอิงด้านล่าง]

สำหรับกรณีของไทยนั้นมีลักษณะบางอย่างร่วมกับสหรัฐอเมริกา ที่ออกกฎหมายจำกัดความเร็วโดยรัฐบาลของแต่ละรัฐ (รัฐบาลท้องถิ่น) แล้วได้กฎหมายจำกัดการใช้ความเร็วในเขตเมือง (รวมถึงนอกเมือง) ที่แตกต่างหลากหลาย [ความเร็วสูงสุดในเขตเมือง ที่กฎหมายอนุญาต (Max urban speed limit) ของสหรัฐอเมริกา มีตั้งแต่ ไม่เกิน 32 กม./ชม. จนถึงไม่เกิน 121 กม./ชม.] [4] [5] 


แล้วรัฐต่าง ๆ ของสหรัฐฯ
ที่มีกฎหมายควบคุมความเร็วในเขตเมือง ‘ต่ำกว่า’ ส่วนใหญ่เสียชีวิตน้อยกว่า

ดัดแปลงแผนภูมิจาก: Auto Insurance Center - The Law vs. Loss of Life

จากการสืบค้นพบว่าทุก ๆ ประเทศในทวีปยุโรป ใช้มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ (National speed limit) จากทั้งหมด 50 ประเทศของยุโรป มีถึง 45 ประเทศ ที่มีกฎหมายอนุญาตให้ขับขี่ใน เขตเมืองไม่เกิน 50 กม./ชม. เป็นภูมิภาคที่มีสัดส่วนของจำนวนประเทศมากที่สุดที่ห้ามขับขี่เกิน 50 กม./ชม. ในเขตเมือง [5] เพราะหากขับขี่ด้วยความเร็ว 60 กม./ชม. เมื่อเกิดการชนแรงปะทะจะเท่ากับตกตึก 5 ชั้นแล้ว และหากขับขี่ด้วยความเร็ว 80 กม./ชม. (ความเร็วสูงสุดในเขตเมืองของจังหวัดส่วนใหญ่ตามกฎหมายไทย) แรงปะทะจะเท่ากับตกตึก 8 ชั้น [6] แล้วอัตราการเสียชีวิตจากการจราจรทางถนนต่อประชากร 1 แสนคน ยุโรปก็เสียชีวิต น้อยที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น ๆ ของโลก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ [7]
ที่มาภาพองค์การอนามัยโลกการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนน: ข้อเท็จจริง - อ้างอิงที่ [7]


สัดส่วนของจำนวนผู้เสียชีวิตทางถนน
ในเมืองกับนอกเมืองของสหรัฐฯ ใกล้เคียงกัน 
แต่ที่ยุโรปกลับต่างกัน (พิจารณาจากแผนภูมิ)
ดัดแปลงแผนภูมิจากOECD - Road Safety Annual Report 2017


รู้หรือไม่?

ตั้งแต่ปี 2556 แล้ว ที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้เผยแพร่เอกสารภาษาไทยที่กล่าวถึงกฎหมายการใช้ความเร็วที่เหมาะสม ซึ่งนอกจากชี้ให้เห็นว่าความเร็วบนถนนในเขตเมืองไม่ควรเกิน 50 กม./ชม. ยังได้เสนอลักษณะของถนนกับความเร็วที่ควรจะเป็น โดยใช้ข้อมูลจากเอกสารของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจแห่งสหประชาชาติสำหรับยุโรป (UNECE) ภูมิภาคที่เสียชีวิตทางถนนน้อยที่สุดในโลก ซึ่งเสนอหลักการไว้ว่า ทางเเยกที่อาจเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ชนกัน 'ด้านข้าง' ควรจำกัดความเร็วไม่ให้เกิน 50 กม./ชม. อีกทั้งยังแนะนำว่า การสร้างวงเวียนจะดีกว่าติดตั้งสัญญาณไฟจราจร [8] [9]


ทั่วโลก 10 ปีหลังสุด จำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนด้วยสาเหตุต่าง ๆ รวมกัน แทบไม่ลดลง มีผู้เสียชีวิตปีละประมาณ 1.25 ล้านคน และอีกกว่า 50 ล้านคน ได้รับบาดเจ็บระดับที่ต้องนอนโรงพยาบาล [10]

ความปลอดภัยทางถนนเป็นประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน
ปริ้นส์ เซอิด ราอาด เซอิด อัล-ฮุสเซน ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กล่าวที่งาน ‘เทศกาลภาพยนตร์เพื่อความปลอดภัยทางถนน’ ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ก.พ. 2017 ที่มาภาพ: Twitter - UN Geneva

การบังคับใช้กฎหมาย

องค์การอนามัยโลกระบุว่าไทยได้ คะแนนการบังคับใช้กฎหมายจำกัดความเร็วเพียง 3 คะแนน จาก 10 คะแนน แต่ที่ยุโรปจากทั้งหมด 50 ประเทศ มีเพียงตุรกีเท่านั้นที่ได้ 4 คะแนน ที่เหลือได้ 5 ถึง 8 คะแนน [5] ซึ่งหากมีกฎหมายขับขี่ในเขตเมือง ไม่เกิน 50 กม./ชม. แล้วมีการติดตั้งป้ายเตือน กล้องตรวจจับความเร็ว บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ซึ่งมีการศึกษาที่ยืนยันว่าจะช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ถึง 40%

ทั้งนี้พบว่าในด้านอุปสรรคนั้น การขาดแคลนบุคลากรเป็นปัญหาที่สำคัญ เพราะภารกิจของ ตำรวจจราจรในไทย 80% ไปอยู่กับการ กดสัญญาณไฟหรือโบกรถซึ่งต่างจากประเทศพัฒนาแล้วที่เป็นหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนตำรวจมีหน้าที่ตรวจตราและจับกุมผู้ทำผิดกฎจราจรเป็นหลัก [2] 

รู้หรือไม่? 

ประเทศอังกฤษ มีนโยบาย Community Speed Watch ที่คนฝ่าฝืนความเร็วตามกฎหมาย 3 ครั้ง ก็ยังไม่เสียค่าปรับ เป็นการให้คนของแต่ละชุมชนเป็นอาสาสมัครตรวจจับความเร็วด้วยเทคโนโลยี โดยหลักการจะไม่เก็บค่าปรับคนที่ฝ่าฝืนความเร็วตามกฎหมาย โดยเมื่อทำผิดครั้งแรก และครั้งที่ 2 ตำรวจจะส่งจดหมายไปที่บ้าน ผิดครั้งที่ 3 ตำรวจจะไปเยี่ยมบ้าน และไม่ปรากฏข้อมูลที่บ่งชี้ว่า ครั้งที่ 4 ต้องเสียค่าปรับหรือไม่ จะขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์ข้อมูลความผิดโดยตำรวจ



อ้างอิง 
[3] เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา คำค้น ‘ความเร็ว’ (ข้อมูล ณ วันที่ 22  ก.ย. 2561)


ผลงานชิ้นนี้ได้รับการสนับสนุนจาก ‘โครงการพัฒนาศักยภาพสื่อมวลชน: ความปลอดภัยทางถนน รุ่นที่ 3 More Untold Stories: Road Safety Journalism Fellowship 2018’ โดยองค์กร Internews และองค์การอนามัยโลก (WHO) เผยแพร่ครั้งแรกที่ ศูนย์ข้อมูล&ข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง Thai Civil Rights and Investigative Journalism (TCIJ)


โดย ฐานันดร ชมภูศรี